ไทย English
 

ปราณ ...พลังแห่งการสร้างสรรค์

หลังจากท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเมฆครึ้ม สายฝนโปรยปรายมาเป็นระยะตลอดทั้ง 3 วันแล้ว ต้นไม้ใบหญ้า และบ้านเรือนผู้คนไม่มีโอกาสได้รับแสงอาทิตย์สาดส่อง ดูเหมือนว่าวันนี้สายฝนจะจากไปแล้ว แสงแดดจ้าสาดส่องมาเป็นระยะ ๆ ก็อาจเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ คงไม่มีใครรู้ได้ เพราะท่ามกลางฟ้าใสๆ เมฆสี ฟ้า สลับขาวนั้น ยังมีหมอกเมฆสีเทา รอตัวอยู่อีกทิศทางหนึ่ง ฝนจะตกลงมาหรือไม่คงขึ้นอยู่กับพลังลมและเมฆส่วนไหนจะมีมวลมากกว่ากัน ......

ในยามที่จิตเราปลอดโปร่ง แจ่มใส เฉกเช่นท้องฟ้า เราจะสามารถ สร้างสรรค์ สนุกสนานกับกิจกรรมหลายอย่าง กับโลก โลกจะอยู่ในมือของเรา เราอยากให้โลกนี้เป็นเช่นไร ก็จงมองโลกอย่างที่เราอยากให้เป็น แล้วก็ลงมือกระทำ โลกในฝันของเราก็จะปรากฏขึ้น

 

ในช่วงชีวิตที่ฉันเป็นครูโยคะ  ฉันพบว่าฉันมีพลังแห่งการจดจ่อมากขึ้น ฉันได้ทำตามความฝันหลายอย่างที่อยากทำ   ฉันผ่านพ้นความกังวล ความขุ่นข้องหมองใจ  ความหวาดกลัวในการใช้ชีวิต ความทุกข์ใจหลายๆอย่างไปได้ อย่างไม่โวยวาย ยังคงความแจ่มใส และสร้างสรรค์สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตได้  และที่สำคัญฉันพบความสุขอยู่รอบๆ ตัว อยู่กับผู้คน เข้าอก เห็นใจและละเอียดอ่อนกับชีวิตผู้คนรอบๆ ตัว มากขึ้น

ฉันไม่ได้คงสภาวะเช่นนั้นได้ตลอดเวลาหรอก   ธรรมชาติจิตฉันนั้นละเอียดอ่อน  ง่ายที่จะซึมซับความทุกข์โศกของผู้คน หากฉันไม่เคยมีโอกาสได้ฝึกจิต  ชีวิตคงหม่นหมอง ไร้พลังได้ง่ายๆ   ซึ่งในบางครั้งฉันก็ละเลย  ฉันจึงเชื่อเสมอมาว่าเกิดเป็นมนุษย์ที่เป็นสุขได้ต้องฝึกฝน และเรียนรู้ โดยเฉพาะจิตของเราที่เลื่อนไหล สัดส่ายไปมา  หาที่ยึด  ต้องฝึกจับให้ยึดอยู่กับปัจจุบัน และหมั่นขัดเกลา การฝึกจิตจะช่วยพัฒนาสติ ที่จะคอยช่วยดูแลกำกับชีวิตให้สมดุลได้

ในยามที่ชีวิตวิ่งวุ่นเช่นหุ่นยนต์หรือดำเนินชีวิตไปตามแบบแผนเดิมๆ ที่คุ้นชิน   เราจะมีเวลาน้อยสำหรับการฝึกสติ  เพราะอาจดูเหมือนตัวเองจะสบายดี ยังไม่มีเรื่องหนักๆ มากระทบ   ของเสีย  ความไม่รู้  ความลวงหรือในทางโยคะเราเรียกว่า อวิชชา  จะสั่งสมเพิ่มขึ้นได้ทุกๆวัน   หากเราไม่ทำสะอาดเสียบ้าง ของเสียหรือความไม่รู้นั้นจะเข้ามาอุดตัน เคลือบจิตให้ขุ่นมัว  ไม่สามารถรับพลังปราณดีๆ จากภายนอกได้  เราจะพบว่าเราถูกกระทบได้ง่ายขึ้น  เป็นธรรมดาของปุถุชนที่จะเกิดความทุกข์ในรูปแบบต่างๆ มากน้อยต่างกันออกไป    ไม่ว่าจะเป็นความขุ่นเคือง  น้อยใจ เสียใจ หวาดวิตก  กระวนกระวาย สับสน  เฉื่อยชา ซึมเศร้า ไม่มีแรงจูงใจ ขาดแรงกระตุ้น   สภาวะแบบนี้เกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อมีปราณอยู่ในร่างกายน้อย    เพราะปราณกระจายออกจากร่างกาย 

 
ฉันเองก็เคยตกอยู่ในสภาวะเช่นนั้นเมื่อชีวิตต้องพบกับความพลัดพราก สูญเสีย  จิตตกอยู่เป็นอาทิตย์ อาการเช่นนี้รบกวนพลังชีวิต ปราณได้ไหลออกไปสู่ภายนอกร่างกายฉันเสียแล้ว     ทำให้ฉันไม่สามารถอยู่กับปัจจุบันได้อย่างเต็มตื่น แจ่มใส      เป็นชีวิตที่ไร้เรี่ยวแรง  ฉันรู้ว่ายิ่งถ้าปล่อยไปนานวันชีวิตก็จะเสียศูนย์ ความป่วยไข้ทั้งทางกายและจิตก็จะตามมา     ไม่มีใครที่อยากมีสภาพชีวิตเช่นนี้ไปนานๆ  ฉันเอง ถือว่าอาทิตย์หนึ่งนั้นนานเกินไปเสียแล้ว

แต่โชคดีที่ฉันยังมีฐานการเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้มาสมควร    ฉันค้นพบหลากหลายเทคนิคที่จะช่วยให้ตัวเองอยู่กับความทุกข์โดยไม่ทุกข์ หรือทุกข์เกินไป  แต่มันไม่สำคัญอะไรเลยถ้าฉันเพียงแค่รู้  แต่ไม่ได้ตระหนัก และลงมือกระทำ  สติคือผู้ที่จะตักเตือนให้ฉันได้ลงมือกระทำ และปราณคือพลังแห่งสติที่จะช่วยผลักให้เกิดการกระทำต่างๆ ในทางที่ดีขึ้น

แต่ละคนอาจมีวิธีเพิ่มปราณให้ตัวเองต่างกัน  สำหรับฉันนอกจากการฝึกโยคะ ฝึกลมหายใจ   ฉันมักจะหาเวลาในยามเย็นขี่จักรยานขึ้นไปบนเขา สองสามชั้น ชื่นชมธรรมชาติรอบๆ ตัว  ในยามที่จิตใจขุ่นมัว ธรรมชาติรอบๆ ตัวก็จะเป็นเพียงฉากๆ หนึ่งที่ผ่านไป  ฉันไม่ได้รู้สึก สัมผัส  ไม่รู้จักสิ่งนั้น และไม่ได้รับพลังจากสิ่งเหล่านั้นเลย.....

ก่อนที่จะกลับลงมาฉันมักจะแวะพักที่ศาลาข้างทาง ตรงจุดนั้นจะสามารถมองเห็นทิวเขา และหมู่บ้านเล็กๆเรียงรายอยู่ข้างหน้า  ฉันจะแวะพักเสมอเพื่อเติมพลัง   จอดจักรยานไว้แล้วขึ้นไปนั่งสมาธิบนศาลาไม้ไผ่เล็กๆ นั้น  นั่งดูลมหายใจที่เต้นเร็ว เห็นความเหนื่อยชัด พร้อมกับเหงื่อที่ไหลซึมออกมา ฉันเพียงแต่นั่งนิ่งด้วยจิตที่ผ่อนคลาย  เฝ้าดูความเหน็ดเหนื่อยนั้น  จากลมหายใจที่เต้นเร็วๆ  ค่อยๆ เต้นช้าลงในที่สุด พร้อมกับเหงื่อที่ค่อยๆ เหือดแห้งหายไป  เมื่อลมหายใจช้าและแผ่วเบามั่นคง  ฉันรู้สึกถึงความสงบ ความสบายภายในร่างกาย ฉันยังพยายามอยู่นิ่งๆ เฝ้าดูสภาพนั้น  ตามดูลมหายใจ ทำสมาธิต่อไปอีกครู่หนึ่ง   มันช่างเป็นช่วงเวลาแห่งความปิติ และเบิกบานอยู่ภายใน ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ และประทับอยู่ในใจฉันเสมอ

ฉันเริ่มเปิดโสตประสาทรับพลังธรรมชาติ   ได้ยินเสียงรอบๆ ตัวที่แจ่มใส ชัดเจนขึ้น    แล้วค่อยๆ ลืมตา สัมผัสภาพตรงหน้า  ปรากฏว่าสีสันของท้องฟ้า เทือกเขา  หมู่บ้าน ชีวิตเบื้องหน้า และสรรพเสียงของโลกรอบๆ ตัวเปลี่ยนไป  สีของโลกหรือแสงนั้นอบอุ่น งดงาม กระจ่างใสมากกว่าตอนก่อนที่ฉันจะนั่งลงพักอยู่กับลมหายใจ  ฉันได้ยินเสียงชีวิตรอบๆ ชัดเจนขึ้น  เสียงนกอันไพเราะ  เสียงแมลงนานาชนิด  และเสียงลำธารน้ำไหลเบื้องล่างดังชัดเจนเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ ไม่เร่งรีบ    ฉันสัมผัสถึงสายลมเอื่อยๆ พัดใบไม้ส่ายไหว   และพัดผ่านผิวกายฉันเบาๆ ทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะยืดตัวสูดสายลมสะอาดนั้นเข้าให้เต็มปอด      ฉันหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น....เป็นเพียงผู้ซึมซับพลังอันบริสุทธิ์รอบๆ ตัว   ในช่วงเวลาเช่นนี้ ฉันอยากจะมีเวทมนต์ที่จะเสกให้โลกที่สวยงามทั้งหมดหยุดอยู่ตรงนี้  เพื่อให้มันอยู่กับฉันไปนานๆ      แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น   สภาวะอันเปี่ยมสุข   โลกที่งดงาม  พลังดีๆทั้งหลาย   มันผันเปลี่ยน....  แล้วทำอย่างไรล่ะ สภาวะนี้จึงจะคงอยู่กับเราได้ตลอดไป.....   

 

นี่คือพลังแห่งปราณที่ฉันได้รับและรู้จัก   มันทำให้ความขุ่นมัว  อารมณ์และการปรุงแต่งต่างๆ ของจิตทั้งหลายหายไป    เป็นคลื่นพลังที่ทำให้ฉันได้รับรู้ความเป็นจริงของโลก ...ไม่ใช่อย่างที่คนอื่นบอก   หรือจากข้อมูลต่างๆ ที่จดจำในสมอง แต่เป็นความสดใหม่  เป็นการมองเห็นโลกอย่างที่โลกเป็นอยู่ ดำรงอยู่  และไหลเลื่อนไป ไม่มีชื่อหรือนิยามใดๆ...

 

ปราณคือพลังชีวิตที่มีอยู่ในธรรมชาติ   เกิดขึ้นได้จากหลายเทคนิคในการฝึกจิตให้สงบนิ่ง และแจ่มใส รวมทั้งการฝึกควบคุมลมหายใจ ในแง่ร่างกายหากอธิบายเป็นวิทยาศาสตร์   การหายใจออกที่ยาวๆ เป็นการขจัดของเสียหรือคาร์บอนไดออกไซด์ที่ตกค้างในปอดออกให้มาก หรือหมดไป และด้วยวิธีนี้จะสามารถทำให้เราเติมเอาออกซิเจนเข้าไปในปอดได้มากขึ้นกว่าปกติ   ในแง่ของจิต  ความหมายของปราณในที่นี้ คือพลังแห่งจิต   เป็นพลังที่จะตามมาจากการฝึกลมหายใจที่ถูกวิธี   ทำให้จิตสงบนิ่งและสบาย  สมองเราปลอดโปร่งแจ่มใส เกิดสภาวะที่สร้างสรรค์   ปราณจะเกิดขึ้นในช่วงขณะนี้  เราจะสามารถเติมสิ่งดีๆให้กับจิตเรามากขึ้นด้วย เช่นเดียวกับหลักการเติมออกซิเจนเข้าไปในปอด   จิตที่ใสไม่ขุ่นมัว ไม่มีของเสียตกค้างอยู่  เหมือนหลักการใช้ชีวิต ยิ่งเราลดความขุ่นมัว ความมากล้นในความรู้  ข้อมูล ความเคยชินต่างๆ ที่สั่งสม ที่ทำให้เรากลัว เราโกรธ หรืออับอาย  เราจะมีความกล้าที่จะตัดส่วนเกินทั้งหลายออกไปจากชีวิตได้มากเท่าไหร่ เราก็จะสามารถรับพลังดีๆ ที่มีอยู่นอกตัวเข้าไปในตัวเราได้มากขึ้นเท่านั้น

 พลังแห่งจิตที่ปลอดโปร่ง  ปราณก็จะเพิ่มขึ้น  ทำให้เรามองโลกในมุมบวกมากขึ้น    เป็นอิสระต่ออารมณ์  ด้วยพลังนี้    ฉันเชื่อว่าจะทำให้  ทุกๆคน ไม่ว่าจะยาก ดี มี จน หญิง หรือชาย  ผู้ไร้สถานะภาพทางสังคม  หรือแม้แต่เด็กๆ  ก็สามารถที่จะฝึกฝน ให้มีได้  และทุกคนก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงโลก    เราอยากเห็นโลกเป็นอย่างไร  ปรับที่จิตเรา  แล้วก็ลงมือกระทำ    เริ่มทำที่ตัวเอง  จากสิ่งเล็กๆ   ค้นหาคุณค่าของตัวเองให้พบ  ฝึกฝน และลงมือทำในสิ่งที่เรารัก   ทุ่มเทความตั้งใจ  หยุดโลกทั้งหมดไว้ตรงหน้า ไม่สัดส่ายไปสู่สิ่งใหม่หรือ สิ่งเก่า ใส่หัวจิต หัวใจ เช่นเดียวกับ การทุ่มเทความใส่ใจไปกับการทำในสิ่งที่เรารักตรงหน้า ( เช่น ฝึกอาสนะ  กับการควบคุมจังหวะการหายใจตามที่เราวาดไว้อย่างสม่ำเสมอ )  เราก็จะสามารถที่จะยกภูเขา  เปลี่ยนแปลงสายน้ำ  วาดสายลม  สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน  และสร้างสรรค์โลกนี้ให้งดงามได้

ศิลปะในการมีชีวิตให้มีคุณค่า  และพลังในการเปลี่ยนแปลงโลกไม่ได้มาจากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว    แต่มาจากความกล้าหาญในการที่จะ กระทำ และศิลปะนี้ก็จะต้องนำไปสู่ความสามารถที่จะมีชีวิตที่สัมพันธ์กับชีวิตอื่นอย่างไม่ขัดแย้งแต่กลมกลืน

โลกใบใหม่ของฉันที่ได้จากการฝึกปราณ เพียงชั่วเวลาก่อนที่แสงอาทิตย์จะจากโลกไป    ไม่มีอะไรต้องโศกเศร้าเสียใจอีกต่อไป    ฉันไม่มีสิ่งใดค้างคาใจกับชีวิตผู้คน ทำให้ฉันกล้าหาญที่จะเดินไปในหนทางสร้างสรรค์ที่ตนเลือก  ไม่ต้องคอยแบกความกังวลว่าจะมีใครย่องยก นับถือ    ไม่พะวงในชื่อเสียง  เงินทอง   ไม่มีเป้าหมายสวยหรูใดที่จะไปให้ถึง    เลือกทางเดินชีวิตที่กระชับขึ้น   เข้าสู่หนทางที่เรียบง่าย  อยู่กับงานและให้เวลากับคนที่เรารัก   ในมุมชีวิตเล็กๆ ตรงหน้า  เป็นสุข กับความเป็นไปของโลก ที่มีความงามให้ได้สัมผัสอยู่ทุกๆ ที่ ทุกๆ วัน

 

เพียงแค่เวลาไม่ถึงห้านาที ฉันมองออกไปนอกระเบียง    ท้องฟ้าด้านที่ฉันเห็นสีฟ้าใสๆ และเมฆขาวๆ  ตอนนี้เปลี่ยนสีไปเสียแล้ว แสงแดดหายไป    เมฆสีเทาเคลื่อนตัวเข้ามาแทนที่อีกครั้ง  ฉันเดินออกไปเก็บผ้าที่ตากอยู่ และเมื่อฉันเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานอีกครั้ง แสงแดดก็กลับมาใหม่  ฉันมองดูท้องฟ้าโดยรอบในยามนี้แล้วพบว่า  ส่วนที่สว่างใส มีมากกว่าส่วนครึ้มนั้น ฉันจึงนำผ้าไปตากอีกที แต่ฉันก็ไม่ประมาท ไม่ตัดสิน  คอยระวัง ...เช่นเดียวกับที่ฉันต้องหมั่นฝึกปราณ เพิ่มพลังให้ตนเองอยู่เสมอ เพราะสิ่งนี้ไม่ได้เป็นอมตะ แต่เป็นสิ่งที่เปลี่ยนไปตามธรรมชาติ ตราบใดที่เราต้องการพลังชีวิต  ต้องการความแจ่มใสและสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้โลก  
ตราบนั้นการฝึกเติมพลังให้จิตก็จะยังคงดำรงอยู่ต่อไป....