
คุณเคยมองดูบางสิ่งแต่ไม่เห็น หรือฟังบางอย่างแต่ไม่ได้ยิน และอาจจะจำไม่ได้ว่าเคยทำอะไรไปบ้างในวันนี้หรือเมื่อวานบ้างหรือไม่? ภาวะหลงลืมในชีวิตประจำวันเหล่านี้ไม่ใช่อาการของความชราเสมอไป แต่เป็นอาการของจิตใจที่วอกแวก หลายคนคิดว่าการหลงลืมเกิดจากอายุที่มากขึ้น แต่ที่จริงแล้วมันขึ้นอยู่กับว่าคุณตั้งจิตและใส่ใจ จดจำกับสิ่งที่มีและทำอยู่มากแค่ไหน ตอนที่ฉันยังอายุน้อยกว่านี้ ฉันเป็นคนขี้ลืมคนหนึ่ง มักจะทำกุญแจบ้าน กุญแจรถ บัตรเอทีเอ็ม หรือกระเป๋าสตางค์หายและลืมโน่น นี่ นั่น แต่เมื่อฉันอายุเพิ่มขึ้น ความจำของฉันกลับดีขึ้นอย่างมาก ฉันภูมิใจกับตัวเองที่ตอนนี้ฉันไม่ค่อยทำของหาย หรือหลงลืมสิ่งต่างๆ หากหาไม่เจอ ก็รู้ได้ว่าลืมไว้ที่ไหนตามหาได้ และไม่ลืมว่าทำอะไรไปบ้าง หรือต้องทำอะไร ไม่เพียงแค่จำเรื่องราวของตัวเองแต่ยังช่วยจำสิ่งสำคัญที่ต้องทำให้กับคนรอบข้างในครอบครัวและในงานได้เสมอ สมองและความจำดีขึ้นนี้ไม่ได้เกิดจากโชคหรืออาหารเสริม แต่เป็นเพราะฉันได้ตั้งใจและอนุญาติให้ตัวเองฝึกที่จะจดจ่อที่จะอยู่กับปัจจุบันทุกวันมากขึ้น นอกจากความจำดีขึ้นแล้ว ความสงบสุขก็เพิ่มขึ้นด้วย
ความลับคือการฝึกเจริญสติในชีวิตประจำวัน สาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่เรามีปัญหากับการจดจ่อคือแนวโน้มที่จะทำหลายอย่างพร้อมกัน และรีบทำสิ่งที่เราคุ้นเคยโดยไม่จดจ่อ ใส่ใจ หรือจดจำ และตามธรรมชาติแล้ว จิตใจของเรามักจะเตลิดเมื่อเราทำสิ่งง่ายๆ ในกิจวัตรประจำวันเพราะเรารู้แล้วว่ามันต้องทำอย่างไร เราไม่จำเป็นต้องโฟกัสก็ได้ เช่น ทำอาหาร กินข้าว อาบน้ำหรือแต่งตัว แม้แต่เวลาฝึกท่าโยคะง่ายๆ จิตเราก็จะลอยไปติดเรื่องอื่น กุญแจสำคัญในการฝึกฝนให้จิตเรามีนิสัยใหม่คือการใส่ใจอย่างเต็มที่และอยู่กับสิ่งที่เราทำอยู่หรือสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวในปัจจุบ้น เราจะสามารถฝึกสมองให้มีสมาธิมากขึ้นได้
ทุกๆ วันฉันจะเลือกกิจกรรมที่จะตั้งจิต ฝึกฝนตัวเองให้มีสมาธิ กับกิจวัตรง่ายๆ เช่นทำอาหารและทานข้าว กับงานที่อยู่กับผู้คน คอยรับฟัง ตั้งคำถาม และกิจกรรมอื่นๆ ฉันจะตกลงกับตัวเองว่านี่คือช่วงเวลาโฟกัสกับสิ่งที่ทำอย่างเต็มที่ โดยสังเกต และเท่าทันเวลาที่จิตไปโฟกัสอย่างอื่น แล้วย้ายกลับมาให้ทั้งตา จิต มือหรือร่างกายทั้งหมดอยู่ด้วยกัน การรับรู้และสมาธิที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลอย่างมากต่อความจำและสุขภาพโดยรวมของฉัน นอกจากความจำดีขึ้นแล้ว จิตก็แจ่มใสและความสงบสุขก็เพิ่มขึ้นด้วย
หลายคนเข้าใจผิดว่าการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันจะสูญเสียความสามารถในการวางแผนสำหรับอนาคต วิธีคิดและความเชื่อแบบนี้นับเป็นอุปสรรคหนึ่งที่ขัดขวางไม่ให้คุณเริ่มต้นฝึกฝน และทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาความสามารถใหม่ของสมองในการอยู่กับปัจจุบัน เมื่อคุณต้องการใช้มันจริงๆ การฝึกแบบนี้จะช่วยให้คุณค้นพบว่าคุณควบคุมจิตคุณได้ คุณพัฒนาความจำ และลดการหลงลืมได้ เมื่อคุณต้องการที่วางแผนเกี่ยวกับอนาคต คุณก็จะโฟกัสมันได้ดีขึ้น แต่เป็นการทำที่คุณเป็นผู้เลือกที่จะทำ
1. ฝึกสแกนร่างกาย (Body Scan): ใส่ใจ สำรวจ จดจำ กับความรู้สึกทางกายภาพของร่างกายตลอดทั้งวัน สังเกตว่าเท้าของคุณรู้สึกอย่างไรเมื่ออยู่บนพื้น น้ำหนักของร่างกายบนเก้าอี้ หรือการเคลื่อนไหวของมือ เป็นต้น การฝึกนี้ช่วยให้จิตอยู่กับเนื้อกับตัว รู้ว่าเรากำลังทำอะไร ร่างกายเคลื่อยไหว หรือนิ่งๆ ร่างกายรู้สึกอะไร ต้องมี ต้องเตรียม ต้องดูแลอะไรบ้าง ทำไปเรื่อยๆ
2.เลือกกิจวัตรเพื่อฝึกฝน: เลือกกิจกรรมประจำวันที่เรียบง่าย เช่น การกินข้าวหรือการดื่มชา และตั้งใจที่จะจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ สังเกตสี กลิ่น รูปทรง และเนื้อสัมผัส ของอาหาร หรือ ชา สิ่งประกอบรอบๆ ตกลงกับตังเองว่าจะให้จิตโฟกัสกับอะไร เช่นการเคี้ยวและรสชาติอาหาร เมื่อจิตใจเตลิด ให้ค่อยๆ ดึงความสนใจกลับมาที่อาหาร เริ่มต้นสักสามถึงห้านาทีและค่อยๆ เพิ่มระยะเวลามากขึ้น
หัวใจสำคัญ: ใจเย็น อดทนและให้กำลังใจกับตัวเองหากคุณทำไม่ได้ตามเป้า เริ่มต้นใหม่ หากคุณพบว่าคุณใจลอย นั่นคือความสำเร็จก้าวแรก ก้าวถัดมาคือย้ายจิตกลับมา การเปลี่ยนนิสัยต้องใช้เวลา เช่นเดียวกับที่คุณฝึกสมองให้เตลิดไป คุณก็สามารถฝึกสมองให้อยู่กับปัจจุบันมากขึ้นได้เช่นกัน ยิ่งคุณฝึกการจดจ่อมากเท่าไหร่ สมองของคุณก็ยิ่งเรียนรู้ที่จะสร้างมันให้เป็นนิสัยใหม่มากขึ้นเท่านั้น
โดย เกศสุดา บุญงามอนงค์ (ครูเกด): ครูสอนการเจริญสติ ครูโยคะ ครูนพลักษณ์ นักบำบัด ผู้เขียนโยคะแห่งสติ และ Peaceful Mind, Awakened Life และหนังสือโยคะอีก 6 เล่ม
#พัฒนาความจำ #สมาธิดี #ความจำดี #สมาธิสั้น #พัฒนาสมอง #สมาธิบำบัด #สติบำบัด #สมาธิเปลี่ยนชีวิต #สร้างผลงาน #พัฒนาจิต #สมาธิชนะใจตนเอง #รู้จิตรู้ใจ #สุขภาพดี #ขี้ลืม #ใส่ใจจดจ่อ #อายุมากความจำดี #นักบำบัด #ครูโยคะ #ครูสอนการเจริญสติ #ความสุข #จิตสงบ #ความแจ่มใส #ดูแลใจ #โยคะแห่งสติ #ครูนพลักษณ์